วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559

หลักฐานธรรมกาย ในคัมภีร์พุทธโบราณ (ตอนที่ ๖)

บทความพิเศษ    
เรื่อง : พระครูวิเทศสุธรรมญาณ วิ. (สุธรรม สุธมฺโม) และคณะนักวิจัย DIRI


    (ต่อจากฉบับที่แล้ว) ที่มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามเส้นทางค้าขายในยุค   พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ นั้น ปรากฏมีโบราณวัตถุรวมทั้งศิลาจารึกคาถาทั้งภาษาบาลีและสันสกฤตปรากฏให้เห็น เป็นหลักฐาน ค้นพบที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ประเทศไทย และบางส่วนเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น (ดังที่ปรากฏ     ในภาพ) ซึ่งสะท้อนให้เห็นความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาตลอดฝั่งทะเลอันดามันและอ่าว ไทย 

จารึกฐานรอง พระธรรมจักร อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี พุทธศตวรรษที่ ๑๒ พบที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม สรุปคำแปลได้ว่า “ธรรมจักรนี้เป็นของพระพุทธเจ้า ประกอบด้วยอริยสัจ ๔ เมื่อหมุนธรรมจักร ๓ รอบ จะเกิดอาการ ๑๒ ประการ ของสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ”
ภาพ : ชะเอม แก้วคล้าย

คัมภีร์พระพุทธศาสนาทองคำ อักษรปัลลวะ พุทธศตวรรษที่ ๑๒ พิพิธภัณฑสถานอินโดนีเซีย
ที่มา http://dl.lontar-library.org/gdl.php?mod=browse&op=read&id=jkpklontar-ldl-img-63


ศิลาสลักภาพเจดีย์สมัยปัลลวะและจารึกอักษรปัลลวะ  รัฐเคดาห์ มาเลเซีย พุทธศตวรรษที่ ๑๒
ที่มา http://www.photodharma.net/Malaysia/Bujang-Valley-Museum/Bujang-Valley-Museum.htm


    ผู้เขียนและคณะนักวิจัยของสถาบันดีรี (DIRI) เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศนอร์เวย์ และสหรัฐอเมริกา สืบเนื่องจากการลงนามสัญญาความร่วมมือทางวิชาการ ทั้งที่มหาวิทยาลัยออสโลและมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งทั้งสองสถาบันเป็นแหล่งที่มี ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Source) ของคัมภีร์พุทธโบราณอายุกว่า ๒,๐๐๐ ปี เป็นจำนวนมาก ที่ค้นพบในเขตคันธาระและแถบเอเชียกลาง ดังนั้นในฉบับนี้จึงขอนำเสนอเส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเขตคันธาระและ แถบเอเชียกลาง

    ขอกล่าวย้อนกลับมาทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของชมพูทวีป ในช่วงพุทธศตวรรษ  ที่ ๗ หลังการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของ  พระเจ้าอโศกมหาราชราว ๓๐๐ ปี พระเจ้ากนิษกะทรงเป็นผู้ปกครองอาณาจักรกุษาณะ และมี พระเดชานุภาพด้านการทหารและการปกครอง   ทรงเป็นอัครพุทธศาสนูปถัมภกผู้ยิ่งใหญ่ และทรงเป็นผู้กำหนดการใช้มหาศักราชขึ้น         พระราชอาณาจักรมีศูนย์กลางอยู่ที่แคว้นคันธาระ  และ แผ่ขยายเข้าไปถึงเมืองทูรฟาน1 ในเขตแอ่งทาริมของเอเชียกลาง จนถึงเมืองปาฏลีบุตร  ในตอนเหนือของชมพูทวีป ราชธานีของพระองค์คือเมืองเปชวาร์ในประเทศปากีสถานปัจจุบัน ทรงอุปถัมภ์ให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎก  ของนิกายสรวาสติวาท ซึ่งมีการบันทึกพระธรรมคำสอนเป็นลายลักษณ์อักษรในครั้งนี้ด้วย พระพุทธศาสนาจึงเผยแผ่ไปสู่เอเชียกลาง   และจีนอย่างรวดเร็วตามเส้นทางการค้าขายทางบก ซึ่งต่อมาอีกหลายศตวรรษ พระพุทธศาสนาก็เผยแผ่ไปตามเส้นทางการค้าทางทะเล วรรณคดีพุทธศาสนาภาษาสันสกฤตเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในยุคนี้ ในด้านพุทธศิลป์คันธาระก็มีความเจริญถึงขีดสุดในยุคของพระองค์เช่นกัน

ศิลาจารึก มนต์ในพุทธศาสนามหายาน อักษรปัลลวะภาษาปรากฤต เกาะมัลดีฟ พุทธศตวรรษที่ ๑๒ (สันนิษฐานว่าเป็นศิลาฤกษ์ใช้ในการก่อสร้าง  สถานที่สำคัญ)
ที่มาhttps://www.tamilnet.com/pic.html?path=/img/publish/2010/11 /Pallava_Grantha_inscription.jpg&width=893&height=366&caption=Earliest%20written%20record%20found%20in%20Landhoo,%20Maldives.%20It%20is%20a%20Mahayana%20Buddhist%20inscription%20in%20PallavaGrantha%20script,%20datable%20to%20ca.%205/6th%20century%20CE.%20%5BImage%20Courtesy:%20Inscriptions%20of%20Maldives%20-%20No%201%5D

เหรียญกษาปณ์ พระเจ้ากนิษกะ พ.ศ. ๖๒๑-๖๔๔ (127-151 A.D.) อาณาจักรกุษาณะ
ที่มา http://humshehri.org/history/kushan-dynasty/

    หลักฐานโบราณคดีที่สำคัญของยุคนี้ คือ ผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ขุดพบที่มหาสถูปพระเจ้ากนิษกะนอกกรุง เปชวาร์ ประเทศปากีสถาน ฝาผอบเป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับบนดอกบัวพร้อมเทวดา ๒ องค์ จารึกที่ผอบเป็นอักษรขโรษฐี  มีใจความว่า “ทาสชื่ออคิสาเลาผู้ควบคุมงานที่วิหารกนิษกะในอารามของมหาเสนา” ปัจจุบันผอบเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์เปชวาร์ ส่วนพระบรมสารีริกธาตุนั้นรัฐบาลอังกฤษอัญเชิญไปประดิษฐานที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาร์ เมื่อ     พ.ศ. ๒๔๕๓ 

ผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พุทธศตวรรษที่ ๗
ที่มา http://www.thefridaytimes.com/beta3/tft/article.php?issue=20110715&page=16

แคว้นคันธาระ เมืองเปชวาร์ แคว้นแบกเทรีย และบริเวณใกล้เคียง อันเป็นประตูเส้นทางการค้าขายโบราณไปสู่แอ่งทาริมและจีนทางตะวันออก
ที่มา http://pro.geo.univie.ac.at/projects/khm/showcases/showcase14

    ร่องรอยอารยธรรมทางพระพุทธศาสนาได้รับการขุดค้นทางโบราณคดีในเมืองสำคัญ ๆ ของคันธาระและแบกเทรีย ได้แก่ เมืองบาช บามิยัน ฮัดดา ในอัฟกานิสถานปัจจุบัน และในแถบสวาด เมืองเปชวาร์ ตักสิลา ของปากีสถาน

ด้านข้างผอบดุน เป็นรูปกษัตริย์ในราชวงศ์กุษาณะ สองข้างเป็นเทพดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ในศาสนาของอิหร่าน
ที่มา http://tongiaovadantoc.com/c0/20110406120412445/chuong-iv-vua-kanishka-va-su-phat-trien-cua-phat-giao-dai-thua.htm

พระพุทธรูปศิลปะคันธาระ พุทธศตวรรษที่ ๖-๗
ที่มา http://www.nytimes.com/2007/03/23/arts/design/23fair.html?pagewanted=all&_r=0

ภาพสลักพระนางสิริมหามายาทรงสุบิน   ศิลปะคันธาระ พุทธศตวรรษที่ ๗
ที่มา http://bharatkalyan1.rssing.com/chan-6237423/all_p113.html

โบราณสถานเมืองฮัดดา2 อัฟกานิสถาน
ที่มา http://historypak.com/gandhara-civilization/

ภาพสลักปฐมเทศนา พุทธศตวรรษที่ ๗ ได้จากการขุดค้นที่เมืองฮัดดา อัฟกานิสถาน
ที่มา http://www.flickriver.com/photos/28772513@N07/sets/72157633059219081/


พุทธโบราณสถานตะปะอิโชโตเมืองฮัดดา อัฟกานิสถาน
ที่มา http://www.flickriver.com/photos/32357038@N08/sets/72157615188149612/

    ในดินแดนที่ได้รับพระพุทธศาสนาไว้นี้ พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถูกเก็บรักษาไว้ในรูปคัมภีร์โบราณ ซึ่งทำจากวัสดุในท้องถิ่น เช่น เปลือกไม้เบิร์ชและกระดาษ สำหรับอักษรที่ใช้ในการจารคัมภีร์ คือ อักษรขโรษฐี ภาษาที่ใช้ คือ ภาษาปรากฤตและภาษาท้องถิ่น เช่น ภาษาคานธารี คัมภีร์ที่ยังคงเหลือมาถึงปัจจุบันมักพบซุกซ่อนอยู่ในเขตโบราณสถานและตามถ้ำบนภูเขา นับเป็นเอกสารทางพระพุทธศาสนาที่จารึก   พระธรรมคำสอนที่เก่าแก่ที่สุด ตัว คัมภีร์เปราะบางและพร้อมที่จะสลายตัวเป็นฝุ่นผงเมื่อถูกจับต้อง จึงต้องใช้กระบวนการพิเศษในการคลี่ม้วนคัมภีร์เพื่อการอ่านศึกษา ซึ่งการเข้าถึงคัมภีร์โบราณเหล่านี้เปิดให้เฉพาะ  นักวิชาการที่มีหน้าที่เท่านั้น ปัจจุบันคัมภีร์ดังกล่าว   ส่วนใหญ่เก็บรักษาไว้ในสถาบันวิชาการระดับโลก เช่น ห้องสมุดแห่งชาติอังกฤษ3 สถาบันสเคอเยน4 ประเทศนอร์เวย์ เป็นต้น


พระพุทธรูปใหญ่ที่บามิยัน อัฟกานิสถาน ถูกทำลายโดยกลุ่มตอลิบาน (ฏอลิบาน)
ที่มา http://www.fravahr.org/spip.php?article540

คัมภีร์เปลือกไม้เบิร์ช อักษรขโรษฐี ภาษาคานธารี พุทธศตวรรษที่ ๖-๗
ที่มา http://jayarava.blogspot.com/2015/02/the-very-idea-of-buddhist-history.html

คัมภีร์มหายานสูตร พบที่บาจัวร์ ปากีสถานเปลือกไม้เบิร์ช อักษรขโรษฐี ภาษาคานธารี  


    นับ ว่าเป็นบุญวาสนาของพวกเราชาวพุทธ และด้วยอานุภาพของพระรัตนตรัย ที่ปัจจุบันนี้ ยังมีผู้อนุรักษ์เก็บรักษาและสนับสนุนให้คณะนักวิจัยของสถาบันดีรีมีโอกาสทำ การศึกษาวิจัย     อย่างจริงจัง จากข้อมูลปฐมภูมิเหล่านั้น ซึ่งเป็นคำสอนดั้งเดิม ทั้งนี้เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ      แก่ชาวโลก   

http://www.kalyanamitra.org/th/uniboon_detail.php?page=3389

หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ (ตอนที่ ๕)

บทความพิเศษ
เรื่อง : พระครูวิเทศสุธรรมญาณ วิ. (สุธรรม สุธมฺโม) และคณะนักวิจัย DIRI
จากวารสารอยู่ในบุญฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๘



      วันที่ ๙ กันยายนที่ผ่านมา ผู้เขียนและคณะนักวิจัยของสถาบันดีรี (DIRI) เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจในโครงการสืบค้นวิจัยคำสอนดั้งเดิม ณ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมืองซีแอตเทิลประเทศสหรัฐอเมริกา สืบเนื่องจากการลงนามสัญญาความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับทางสถาบันวิจัยนานาชาติธรรมชัย เพื่อร่วมประชุมกับ ศาสตราจารย์ริชาร์ด ซาโลมอน และศาสตราจารย์คอลเล็ต ค็อกซ์ กับคณะ เเละถือโอกาสไปส่ง ดร.ชนิดา จันทราศรีไศล (อาจารย์ลูก) หลังจากกลับมาพักฟื้นฟูสุขภาพจากการทุ่มเทมุ่งมั่นในงานวิจัยมาอย่างต่อ เนื่องตลอดมาเป็นเวลานาน นับว่าเป็นบุคลากรหลักของสถาบันดีรีทีเดียว

     ช่วงนี้เป็นช่วงปลายของการปิดภาคเรียนนักศึกษาเพิ่งจะทยอยกันกลับมาเตรียม ความพร้อมในเทอมต่อไป และยังเป็นฤดูใบไม้ร่วง (Fall) จึงทำให้เมืองซีแอตเทิลดูซบเซาไปบ้างอย่างไรก็ตาม คณะของเราอันมี ผู้เขียน, ศาสตราจารย์สุกัญญา สุดบรรทัด, ดร.ศิริพร ศิริขวัญชัย และ ดร.ชนิดา จันทราศรีไศลกลับ มีความกระตือรือร้นมาก แม้การเดินทางจะยาวไกลใช้เวลาเกือบ ๒๐ ชั่วโมง ต่างก็ยังมีความสดชื่นเบิกบาน ไม่มีใครรู้สึกเมาเครื่องบินยิ่งได้พบหมู่คณะลูกพระธัมฯ (พระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี ผู้สถาปนาสถาบันวิจัยนานาชาติธรรมชัย หรือ Dhammachai International Research Institute) คือพระครูภาวนาวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายซีเเอตเทิล และ พระปอเหม่า ธมฺมฐิโต ที่ร่วมสนับสนุนการทำงานวิจัย มาต้อนรับถึงสนามบินอย่างอบอุ่น และจัดที่พักดูแลความเป็นอยู่อำนวยความสะดวกอย่างดีมาก ก็ยิ่งมีความรู้สึกเบิกบาน จึงขอขอบคุณอย่างยิ่งมา ณ ที่นี้ด้วย

    ผลของการประชุมสรุปว่า การดำเนินการวิจัยที่ผ่านมามีผลงานความก้าวหน้า และขอให้ทำอย่างต่อเนื่อง อนึ่ง มหาวิทยาลัยนี้เป็นแหล่งที่มี ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Source) คือ คัมภีร์พุทธโบราณเก่าเเก่อายุถึง ๒,๐๐๐ ปีเป็นจำนวนมาก ที่รอคอยทีมงานสืบค้นวิจัยมาช่วยกันอ่านถอดความให้ปรากฏ ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ผู้สถาปนาสถาบันฯ เคยกล่าวไว้ และมอบนโยบายให้หมู่คณะทุ่มเทศึกษาเเละอ่านคัมภีร์เหล่านั้นที่มีอยู่ให้รู้ เรื่องทั้งหมด เพื่อทำความจริงให้ปรากฏสู่สายตาชาวโลก และจะได้เป็นทนายแก้ต่างให้แก่พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกายสืบไป
 

อาคารที่เก็บข้อมูลปฐมภูมิ คือ คัมภีร์พุทธโบราณจำนวนมากที่รอการศึกษาและทำวิจัย


พระครูวิเทศสุธรรมญาณ วิ. มอบหนังสือ “สารัตถะศิลาจารึกในประเทศไทย” เล่มที่ ๒ และของที่ระลึก
แก่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยวอชิงตันเป็นธรรมบรรณาการ

     สำหรับเรื่องที่มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกพ้นเขตชมพูทวีปไปสู่อาณาจักรต่าง ๆ รอบข้าง และประดิษฐานได้อย่างมั่นคง ตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช โดยเฉพาะการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าไปในโยนกประเทศและคันธาระนั้น ด้วยพุทธานุภาพจึงทำให้ มีการค้นพบหลักฐานคัมภีร์พุทธโบราณมากมาย ในเขตคันธาระเเละเอเชียกลางที่เมืองบามิยัน ฮัดดา กิลกิต เป็นต้น (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศอัฟกานิสถานและประเทศปากีสถาน) ดังนั้นจึงเป็นโอกาสทองที่ นักวิจัยของสถาบันฯ ได้ทำการศึกษาสืบค้นวิจัยจากข้อมูลปฐมภูมิเหล่านั้นด้วย โดยอาศัยการสร้างความสัมพันธ์กับนักวิชาการอาวุโสที่มีชื่อเสียงระดับโลก จนเกิดความคุ้นเคยและไว้เนื้อเชื่อใจ (วิสฺสาสปรมา ญาติ.) ต่อมาจึงมีการลงนามสัญญาเพื่อความร่วมมือทางวิชาการจนถึงปัจจุบันนี้ซึ่งผู้ เขียนจะได้นำผลงานที่นักวิจัยของสถาบันฯได้ทำสำเร็จด้วยดีแล้วมานำเสนอใน ฉบับต่อไป
 

ทางมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ได้ให้เกียรติยกย่องจารึกชื่อ “Dhammachai International Research Inst.” ไว้ภายใน “หอเกียรติคุณ”

     ฉบับนี้ขอนำเสนอเรื่องราวของเส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อจากฉบับที่ เเล้วโดยย้อนกลับมาในดินแดนพุทธภูมิ ในแถบรัฐมหาราษฎร์ ซึ่งยังมีหลักฐานความมั่นคงของพระพุทธศาสนาคงเหลือให้เห็น ได้แก่ กลุ่มถ้ำที่ดัดแปลงจากผาหินธรรมชาติเป็นพุทธสถาน เช่น ถ้ำอชันตา ถ้ำเอลโลลา เป็นต้น

     พุทธสถานถ้ำอชันตา 1 (Ajanta Caves) สร้างเมื่อ พ.ศ. ๓๕๐ สมัยนั้นถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง จึงมีการเจาะภูเขาเพื่อสร้างเป็นกุฏิ พุทธเจดีย์และสถานที่ประกอบศาสนกิจต่าง ๆ ประดับด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนัง เล่าเรื่องราวในพุทธประวัติและชาดกต่าง ๆ

     ถ้ำที่ก่อสร้างในยุคแรก ๆ สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย โดยเจาะหินเข้าไปเป็นห้องโถงโล่ง ๆ ใช้เป็นที่นั่งสนทนาธรรม พร้อมกับเจาะเป็นห้องนอน ภายในมีเตียงหินห้องละ ๒ เตียง ถ้ำอชันตาในยุคแรกยังไม่มีการแกะสลักเป็นองค์พระพุทธรูป
 
ถ้ำอชันตาหมายเลข ๙ พุทธศตวรรษที่ ๖
ที่มา http://sjoneall.net/big-galleries/india-2012-big/05-ajanta/slides/in12_021512470_j_r.jpg


ภายในถ้ำอชันตาหมายเลข ๑๓ กุฏิพระสงฆ์ พุทธศตวรรษที่ ๕-๖
ที่มา http://www.shunya.net/Pictures/South%20India/Ajanta/AjantaCaves31.jpg


ภาพสลักแสดงพระสถูปพระเจ้าอโศกที่อมราวดี พุทธศตวรรษที่ ๕-๖ พิพิธภัณฑ์ เชนไน อินเดีย
ที่มา http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/c/ce/Amaravati_Stupa_relief_at_Museum.jpg


เครื่องประกอบตกแต่งสถูปของพระมหาสถูป ศิลปะอมราวดี พุทธศตวรรษที่ ๕-๖ พิพิธภัณฑ์เชนไน อินเดีย
ที่มา http://www.hoparoundindia.com/cityimages/andhra-pradesh/Amaravathi-Amaravati%20Museum-4.jpg

     ถ้ำพุทธศาสนาลักษณะเรียบง่ายที่อชันตามีการสร้างเพิ่มเติมต่อมาอีกราว ๒๐๐ ปี จนถึงราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๖ ก็ไม่ปรากฏร่องรอยการสร้างวัดถ้ำเช่นนั้นอีก ต่อจากนั้นอีก ๔๐๐ ปี จึงกลับมามีการสร้างวัดถ้ำอีกครั้งที่น่าสังเกต คือ การสร้างพระพุทธรูปไว้ในถ้ำดังกล่าวเพื่อสักการบูชาแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธ เจ้า สร้างขึ้นตามคตินิยมของฝ่ายมหายานจากการศึกษาภาพแกะสลักหินที่ยังคงอยู่ อย่างสมบูรณ์ภายในถ้ำนี้ ทำให้นักวิชาการสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวของพระพุทธศาสนาในอินเดียเป็นรูป เป็นร่างได้มากขึ้น
 
ภาพสลักพระนาง สิริมหามายาทรงพระครรภ์และมีพระประสูติกาลเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งแสดงด้วยสัญลักษณ์พระแท่นเปล่าห้อมล้อมด้วยท้าวมหาราชทั้งสี่ศิลปะ อมราวดี พุทธศตวรรษที่ ๕-๖ พิพิธภัณฑ์เชนไน อินเดีย
ที่มาhttps://s-media-cache-ak๐.pinimg.com/originals/55/1d/๐c/551d๐c14b72e4f085ab0774d485d9805.jpg


ภาพสลักพระพุทธเจ้าโปรดช้างนาฬาคิรีแสดงรูป พระพุทธเจ้ายกพระหัตถ์เหนือช้างตกมัน ศิลปะอมราวดียุคหลัง พุทธศตวรรษที่ ๙ พิพิธภัณฑ์เชนไน อินเดีย
ที่มา https://s-media-cache-ak0.pinimg.c o m / 7 3 6 x / b 5 / 0 8 / 2 4 / b 5 0 8 2 4 a c -030924064c3f354e7a13025a.jpg

ภาพสลักพิมพา พิลาปและพระราหุลขอราชสมบัติ ในภาพแสดงพระพุทธเจ้าด้วยบัลลังก์เปล่า พนักบัลลังก์มีสัญลักษณ์ไตรรัตน์ศิลปะอมราวดี พุทธศตวรรษที่ ๕-๖ พิพิธภัณฑ์เชนไน อินเดีย
ที่มา http://orias.berkeley.edu/visuals/buddha/11_lg.jpg

      ทางตอนล่างด้านตะวันออกของอินเดียในแถบลุ่มแม่น้ำกฤษณะและแม่น้ำโคทาวรีพระ พุทธศาสนาได้ประดิษฐานอย่างมั่นคงในเมืองอมราวดี 2 ซึ่งเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์สตวาหนะ ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๔-๘ เมืองอมราวดีเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งในยุคนี้ หลักฐานทางโบราณคดีที่เหลืออยู่ชี้ให้เห็นว่า ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๕-๖ ภาพสลักที่แสดงถึงพระพุทธเจ้ามักแสดงด้วยสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธรูป เช่น ดอกบัว ธรรมจักร สถูป ต้นโพธิ์ หรือบัลลังก์หลังจากนั้นระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ จึงเริ่มนิยมแสดงถึงพระพุทธเจ้าด้วยพระพุทธรูป

     พระภิกษุเสวียนจั้ง3 หรือพระถังซำจั๋งได้เดินทางมาถึงเมืองอมราวดีใน พ.ศ. ๑๑๘๓4และได้พักศึกษาพระอภิธรรมและบันทึกถึงความรุ่งเรืองของสถาปัตยกรรมพุทธ ศาสนาของดินแดนดังกล่าวเอาไว้

      หลังจากการล่มสลายของราชวงศ์สตวาหนะแล้ว ราชวงศ์อานธรอิกศวากุ5 ได้ปกครองดินแดนแถบนี้ระหว่างปลายพุทธศตวรรษที่ ๘ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๙ โดยตั้งเมืองหลวงที่เมืองวิชัยปุระหรือนาคารชุนโกณฑะ6 สมาชิกฝ่ายสตรีในราชวงศ์นี้เป็นพุทธมามกะได้สร้างวิหารเทวีและวิหารสิงหล7 ให้เป็นอาสนสถานของพระสงฆ์จากลังกา และสร้างชัยตยฆระ8 ถวายแด่ฝ่ายพระเถรีจากลังกาความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาของลังกาและอินเดีย แถบอานธรประเทศในยุคนี้มีความใกล้ชิดกันเป็นอย่างมาก

     ต่อมาราชวงศ์ปัลลวะเข้ามาครอบครองดินแดนภาคใต้ของอินเดียในช่วงพุทธศตวรรษ ที่ ๙ ถึง ๑๕ มีเมืองกาญจิปุรัม9 เป็นเมืองหลวงในตอนบน และเมืองมทุไร10 เป็นเมืองหลวงในตอนล่างของอาณาจักร11 ในทำเนียบกษัตริย์ของราชวงศ์ปัลลวะ ซึ่งต้นราชวงศ์นับถือศาสนาพุทธ12 มีกษัตริย์ทรงพระนามว่าพุทธวรมัน ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๐๕๓ - ๑๑๕๓13 พระเจ้านรสิงหวรมันที่ ๑ ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๑๗๓-๑๒๑๑14

     พระภิกษุจีนเสวียนจั้งหรือพระถังซำจั๋งได้จาริกมาถึงเมืองกาญจิปุรัม ท่านบันทึกไว้ว่ามีอารามในพระพุทธศาสนา ๑๐๐ แห่ง และมีพระสงฆ์กว่าพันรูป นักปราชญ์สำคัญในศาสนาพุทธหลายท่านก็อาศัยอยู่ที่กาญจิปุรัมนี้ เช่นพระพุทธโฆษาจารย์ พระธรรมปาละ หลังจากราชวงศ์ปัลลวะแล้ว พระพุทธศาสนายังคงอยู่ในดินแดนแถบรัฐทมิฬนาฑูต่อไปจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐

     สิ่งที่ควรค่าแก่การทราบไว้ประการหนึ่ง คือ ในราชวงศ์ปัลลวะนี้มีระบบอักษรชนิดหนึ่งพัฒนาขึ้นจากอักษรพราหมี เป็นที่รู้จักกันในชื่ออักษรปัลลวะ ได้มีการใช้ภาษา15 และอักษรปัลลวะบันทึกถ่ายทอดพระพุทธประวัติในราวพุทธ-ศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ ซึ่งต่อมาพุทธประวัติฉบับนี้ได้รับการแปลถ่ายทอดเป็นภาษาอาหรับ ซีเรีย กรีก ฮิบรู เอธิโอเปีย อาร์เมเนีย และละติน16
 
พุทธสถานถวายแด่พระสงฆ์จากลังกา นาคารชุนโกณฑะอานธรประเทศ อินเดีย พุทธศตวรรษที่ ๘-๙
ที่มา http://www.ixigo.com/nagarjunakonda-buddhiststupas-andhra-pradesh-india-ne-3019462

     นอกจากนี้อักษรปัลลวะยังเป็นอักษรชนิดแรกที่ดินแดนสุวรรณภูมิรับมาใช้ในการ จารึกบนหลักศิลาจารึกโบราณต่าง ๆ ทั้งจารึกในศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ พบว่าเริ่มใช้ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ เป็นต้นมาอักษรปัลลวะนี้ได้เป็นต้นแบบอักษรต่าง ๆ เช่นอักษรชวา กวิ มอญ พม่า เขมร อักษรธรรมล้านนา อักษรไทย ลาว ไทยลื้อ ฯลฯ

     โบราณวัตถุรวมถึงศิลาจารึกคาถาในพระพุทธศาสนาทั้งภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐาน สะท้อนให้เห็นความรุ่งเรืองของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตลอดฝั่งทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตามเส้นทางการค้าขายในยุคพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ นี้อย่างชัดเจน

     เส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนายังมีเนื้อหามากมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผู้เขียนจะทยอยนำมาเสนอให้ทราบในฉบับต่อ ๆ ไป พร้อมกับจะนำผลงานของนักวิจัยสถาบันฯ ที่ค้นพบหลักฐานคำสอนดั้งเดิม ร่องรอยธรรมกายจากหลายแหล่งตามเส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตั้งแต่ครั้ง พุทธกาลมาจนถึงปัจจุบันมานำเสนอด้วย

http://www.kalyanamitra.org/th/uniboon_detail.php?page=3370

หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ (ตอนที่ ๔)

หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ (ตอนที่ ๔)

เรื่อง : พระครูวิเทศสุธรรมญาณ วิ. (สุธรรม สุธมฺโม) และคณะนักวิจัย DIRI
จากวารสารอยู่ในบุญฉบับเดือนกันยายนพ.ศ.๒๕๕๘
 

     ผู้เขียนและคณะนักวิจัยของสถาบันดีรี (DIRI) ได้นำเสนอเส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนามา อย่างต่อเนื่องประจำทุก ๆ เดือนผ่านมาได้ ๓ ฉบับแล้ว แต่การเผยแผ่พระพุทธศาสนายังมีเรื่องราวอีกมาก ในฉบับนี้ผู้เขียนจึงขอนำเสนอ ประวัติของเส้นทางเผยแผ่พระพุทธศาสนา ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้ว

     พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่กว้างไกลสู่อาณาจักรรอบข้าง โดยเฉพาะที่ โยนกประเทศ และ แคว้นคันธาระ แคว้นนี้อยู่ระหว่างประเทศอินเดียกับตะวันออก กลาง เป็นที่เชื่อมการเดินทางสมัยโบราณ เรียกว่า เส้นทางสายไหมเส้นทางนี้พระพุทธศาสนาเคยเจริญรุ่งเรืองมาก โดยเริ่มต้นจากตอนกลางของอินเดียขึ้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งเป็นที่ อยู่ของแคว้นคันธาระโบราณในทิศตะวันตกก่อน แล้วจึงหักออกมาทางทิศตะวันออกเข้าสู่เส้นทางสายไหม แล้วแยกออกเป็น ๒ เส้นทาง ขนาบด้านเหนือและใต้ของทะเลทรายทากลามากัน แล้วไปบรรจบเป็นเส้นทางเดียวกันอีกครั้งในทิศตะวันออกที่ Anxi ก่อนจะเข้าสู่ประเทศจีนนั้น ปรากฏว่าเป็นเส้นทางที่มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีของพระพุทธศาสนาและ คัมภีร์พุทธโบราณอยู่ตลอดสาย

     ทำให้พวกเราเหล่านักวิจัย “ดีรี” ยิ่งตั้งใจมุ่งมั่นสืบค้นวิจัยคำสอนดั้งเดิมในแหล่งพุทธโบราณสถานนี้ให้ได้ และสืบเนื่องจากการลงนามสัญญาความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างสถาบันวิจัย “ดีรี” กับมหาวิทยาลัยออสโลแห่งนอร์เวย์ ซึ่งผ่านมาได้เกือบ ๔ ปีแล้วนั้น ทำให้เราดำเนินการสืบค้นเรื่อยมานับแต่บัดนั้น
 
Huntington Archive
ภาพ : Huntington Archive
http://www.huntingtonarchive.osu.edu/resources
เส้นทางสายไหม เส้นทางการค้าโบราณ

    สำหรับเรื่องที่มีการเผยแผ่ออกพ้นเขตชมพูทวีปไปสู่อาณาจักรต่าง ๆ รอบข้าง และประดิษฐานได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าไปในโยนกประเทศและคันธาระนั้นเมื่อครั้ง พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ของกรีกยกทัพเข้ารุกรานอินเดีย เมื่อยกทัพกลับแล้วก็โปรดเกล้าฯ ให้แม่ทัพนายกองของพระองค์ปกครองดูแลแคว้นที่ทรงพิชิตได้ ภายหลังจากที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์สวรรคตแล้ว แม่ทัพชาติกรีกเหล่านี้ได้ตั้งตนเป็นอาณาจักรอิสระอาณาจักรที่มีกำลังมากคือ อาณาจักรซีเรีย และอาณาจักรแบกเทรียซึ่งปัจจุบันคือส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถานและตอนเหนือของ ปากีสถาน อาณาจักรแบกเทรียสถาปนาเป็นรัฐอิสระในราวพุทธศตวรรษที่ ๓ ซึ่งตรงกับ รัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช

    ต่อมาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในดินแดนแถบนี้สับสนไปด้วยสงครามและการแย่ง ชิงอำนาจอยู่ประมาณร้อยปีเศษ จนกระทั่งถึง พ.ศ. ๓๙๒ พระเจ้ามิลินท์ กษัตริย์ผู้มีเชื้อสายกรีก มีพระนามในภาษากรีกว่า เมนันดรอส (Menandros) พระองค์ทรงแผ่อำนาจลงมาถึงตอนเหนือของลุ่มแม่นํ้าคงคา เดิมทีมิได้ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงแตกฉานวิชาไตรเพทของพราหมณ์และปรัชญาศาสนาต่าง ๆ รวมทั้งพุทธศาสนาด้วย ทรงโต้วาทีกับนักบวชในลัทธิศาสนาต่าง ๆ ซึ่งปรากฏว่าไม่มีใครเสมอพระองค์ได้ จนกระทั่งคณะสงฆ์ได้เลือกพระนาคเสน ผู้สามารถมาสนทนากับพระเจ้ามิลินท์จนกระทั่งพระองค์ทรงกอปรด้วยสัมมาทิฐิ ทรงเจริญศรัทธาใน พระพุทธศาสนา จากการตั้งคำถามและฟังคำตอบจากพระนาคเสนเป็นเวลาหลายวัน คำถามเหล่านั้นเป็นคำถามที่ตอบได้ยากแต่พระนาคเสนก็เฉลยได้ทุกข้อ พร้อมทั้งยกอุปมาเปรียบเทียบได้อย่างแจ่มแจ้งโดยอาศัยธรรมชาติที่มีอยู่รอบ ตัว หลังจากนั้นพระพุทธศาสนาจึงได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้ามิลินท์เป็นอย่างดี การสนทนาระหว่างทั้งสองท่านนี้ได้รวบรวมไว้เป็นคัมภีร์เรียกว่า “มิลินทปัญหา” ซึ่งในคัมภีร์นี้พบว่าได้กล่าวถึง พระธรรมกาย ไว้ด้วย
พระเจ้ามิลินท์ (Menander) ชื่อในภาษากรีกเมนันดรอส (Menandros) ครองราชย์ปลายพุทธศตวรรษที่ ๔
พระเจ้ามิลินท์ (Menander) ชื่อในภาษากรีกเมนันดรอส (Menandros) ครองราชย์ปลายพุทธศตวรรษที่ ๔
ที่มา http://www.livius.org/source-content/the-milindapanha/

    การสืบค้นหลักฐานธรรมกายจากดินแดนที่เคยเป็นคันธาระโบราณ และจากพื้นที่โดยรอบทะเลทรายทากลามากัน ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันเป็นเส้นทางการค้าที่เรียกว่าเส้นทางสายไหม ซึ่งรับเอาพระพุทธศาสนามาจากคันธาระอีกที บ่งบอกว่าดินแดนคันธาระเป็นต้นแหล่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่เอเชียกลางและ ประเทศจีน เอกสารโบราณที่บันทึกโดยพระภิกษุในพระพุทธศาสนา กล่าวถึงการเดินทางของพระพุทธศาสนาไปสู่แคว้นคันธาระหลายระลอก เช่น ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลหรือหลังพุทธกาลใหม่ ๆ, หลังการสังคายนาครั้งที่ ๒ ก่อนรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช, ในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช และสุดท้ายมาเจริญรุ่งเรืองที่สุดในยุคสมัยของพระเจ้ากนิษกมหาราชแห่งราช วงศ์กุษาณะ และนี่ก็เป็นภาพการเผยแผ่พระพุทธศาสนในคันธาระและเอเชียกลาง ซึ่งเป็นแหล่งที่มีคัมภีร์โบราณอันทรงคุณค่าอยู่มากมาย

     ทั้งสืบเนื่องจาก วันที่ ๔-๑๐ สิงหาคม ที่ผ่านมา ผู้เขียนและคณะได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจในโครงการสืบค้นวิจัยคำสอนดั้ง เดิมฯ ณ ประเทศนอร์เวย์ เนื่องจากได้รับจดหมายเชิญจากท่านศาสตราจารย์เจนส์ บราวิก นักวิชาการอาวุโสด้านโบราณคดีแห่งศูนย์การศึกษาก้าวหน้ามหาวิทยาลัยออสโล ประเทศนอร์เวย์ ผู้จุดประกายให้นักวิชาการระดับโลกรวมถึงนักศึกษาพุทธศาสตร์ทั่วโลกได้รับ ทราบและปลื้มปีติว่ามีการค้นพบพระคัมภีร์พุทธโบราณที่มีอายุตั้งแต่ ๑,๓๐๐-๒,๐๐๐ กว่าปี โดยท่านศาสตราจารย์เชิญไปเพื่อร่วมปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาความร่วมมือทาง วิชาการ อีกทั้งภาคบ่ายยังได้พาคณะของผู้เขียนไปพบกับนักอนุรักษ์และบำรุงรักษาซ่อม แซมพระคัมภีร์โบราณ และยังได้ชมได้สัมผัสต้นฉบับพระคัมภีร์อันเป็นข้อมูลชั้นปฐมภูมิฉบับแท้จริง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเช่นนี้
 

    สำหรับ ศาสตราจารย์เจนส์ บราวิก นั้น ท่านเป็นผู้ริเริ่มและจุดประกายให้วงการชาวพุทธได้รับรู้ว่า ที่บามิยันก่อนถูกพวกตาลีบันระเบิดทำลายพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่นั้น ภายในหุบเขานี้มี พระคัมภีร์เก่าแก่ อายุ ๑,๓๐๐ ปี ถึง ๒,๐๐๐ กว่าปี ที่มีสภาพทั้งที่ยังสมบูรณ์ และที่ชำรุดต้องอาศัยนักอนุรักษ์บำรุงรักษาเพื่อการซ่อมแซม แล้วยังมีขั้นตอนการดูแลความสะอาดให้สมบูรณ์ก่อนนำมาถ่ายสำเนาด้วยระบบดิจิ ทัล แล้วเก็บต้นฉบับไว้ เอาผลงานที่ถ่ายสำเนานำมาให้นักวิชาการผู้รู้ด้านอักษรโบราณอ่านและตรวจชำระ เพื่อปริวรรตและถอดความต่อไป

     หุบเขาบามิยันนั้น ในอดีตดินแดนแถบนี้เรียกว่า แคว้นคันธาระหรือคันธารราฐ (Gandhara) เป็นเมืองตั้งอยู่บน เส้นทางสายไหม (Silk Road) จุดทางแยกสู่จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป เป็นบริเวณที่อารยธรรมจากตะวันออกเดินทางมาพบกับอารยธรรมจากตะวันตก กล่าวคืออารยธรรมจากอินเดียเดินทางมาพบกับอารยธรรมจากอิหร่าน กรีซ และจีน มีการค้นพบศาสนสถานทางศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูเป็นจำนวนมากกว่า ๑,๐๐๐ แห่ง เป็นหนึ่งในจุดศูนย์กลางทางพุทธศาสนาในบริเวณนั้นมาก่อนที่จะมีศาสนาอิสลาม เข้ามาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ศาสนวัตถุที่สำคัญที่สุดในบริเวณนั้น คือ พระพุทธรูปองค์ใหญ่จำนวน ๓ องค์ ซึ่งแกะสลักอยู่บนหน้าผาหินสูงชันกว่า ๒,๕๐๐ เมตร และมีอายุกว่า ๑,๕๐๐ ปี ซึ่งสถานที่นี้มีอารามมากกว่า ๑๐ แห่ง มีพระสงฆ์หลายพันรูป ทั้งฝ่ายโลกุตตรยาน (โลกุตตรวาทิน) ซึ่งเป็นนิกายย่อยของมหาสางฆิกะและภิกษุฝ่ายหินยาน ดังนั้นคัมภีร์โบราณที่ถูกค้นพบในหุบเขาบามิยันจึงมีทั้งคัมภีร์ของฝ่าย เถรวาทและฝ่ายมหาสางฆิกะ ถือว่าเป็นหนึ่งในแหล่งค้นพบพระคัมภีร์พุทธเก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งพบในถํ้าต่าง ๆ แห่งหุบเขาบามิยัน ประเทศอัฟกานิสถานนั้น

     ศาสตราจารย์เจนส์ บราวิก ได้ไปเข้าร่วมประชุมทางวิชาการในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ณ มหาวิทยาลัยไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งได้เล่าให้ฟังว่า    แซม ฟ็อกก์ พ่อค้าของเก่าแห่งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ขายชิ้นส่วนเอกสารโบราณของพุทธศาสนา จำนวน ๑๐๘ ชิ้น ให้แก่ คุณมาร์ติน สเคอเยน ชาวนอรเวย์ ผู้อำนวยการและเจ้าของสถาบันอนุรักษ์สเคอเยน (Conservation Institute of Sch yen) ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เอกสารโบราณที่ใหญ่ที่สุดของโลกก็ว่าได้ (เก็บรวบรวมไว้ของทุกศาสนา) พอทราบว่าเจ้าของเป็นชาวนอร์เวย์ ท่านจึงเกิดความสนใจอย่างแรงกล้า จึงได้ไปพบเพื่อขออนุญาตให้นำเอกสารโบราณดังกล่าวมาศึกษาวิจัย ซึ่งทางเจ้าของคือคุณมาร์ติน สเคอเยน ก็อนุญาตและยินดีให้ความร่วมมือ

    โดยก่อนหน้าที่จะมีการขายเอกสารโบราณนั้น แซม ฟ็อกก์ ได้ติดต่อนักโบราณคดีชื่อ ลอร์ แซนเดอร์ ให้ช่วยเขียนอธิบายความเป็นมาของเอกสารโบราณเหล่านี้ ซึ่งเมื่อเธอได้นำไปวิเคราะห์ก็พบว่า เอกสารโบราณเหล่านี้ถูก จารึกขึ้นเป็นภาษาสันสกฤตด้วยตัวอักษรพราหมี (อ่านว่า พราม-มี) ในช่วงราวปี พ.ศ. ๕๔๐-๙๔๐ เป็นพระคัมภีร์ในพุทธศาสนาที่ว่าถึงพระสูตร พระวินัยตลอดจนจารึกเหตุการณ์ต่าง ๆ หลากหลาย บางเรื่องก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่เอกสารอีกหลายชิ้นมีเรื่องราวที่ไม่เคยปรากฏให้โลกรู้มาก่อน และเรียกได้ว่าเป็นเอกสารสำคัญในภาษาสันสกฤตที่เก่าแก่ที่สุดของพุทธ ศาสนา (ที่มีหลักฐานเหลืออยู่)

    พระคัมภีร์พุทธศาสนาโบราณเหล่านี้ถูกจารึกอยู่บนแผ่นวัสดุต่าง ๆ ได้แก่ ใบลาน เปลือกไม้หนังแกะ และแผ่นทองเหลือง เป็นต้น เจาะรูแล้วร้อยด้ายรวมไว้เป็นเล่ม บางเล่มอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ แต่ที่เป็นเศษเล็กเศษน้อยนั้นมีจำนวนมาก และเมื่อสืบหาข้อมูลต่อไป ท่านศาสตราจารย์จึงพบว่า แหล่งที่มาของเอกสารโบราณสำคัญลํ้าค่าเหล่านี้มิใช่อื่นไกล แต่เป็นถํ้าต่าง ๆ บริเวณหุบเขาบามิยัน ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากพระพุทธรูปประทับยืนหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก นั่นเอง

    ต่อมาศาสตราจารย์เจนส์ บราวิก ได้เป็นผู้เชิญชวนให้นักวิชาการระดับโลก ที่อยู่ในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงทั่วโลกให้มาร่วมมือกันทำงานสำคัญ เพื่อการตรวจชำระปริวรรตเป็นอักษรโรมันเเละแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษ แล้วจัดพิมพ์เผยแผ่ให้นักวิชาการพุทธศาสตร์และชาวพุทธทั่วโลกได้รับทราบ ข้อมูลต่อไป และถือได้ว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญให้คนรุ่นหลังได้รับรู้จึงเสมือนเป็นการ เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พุทธศาสนา จากการศึกษาพระคัมภีร์ที่มีความเก่าเเก่ทั้ง ด้านโบราณคดี วัฒนธรรม และความคิดความรู้ของคณะสงฆ์ ตลอดจนผู้คนในยุคนั้น ๆ ด้วย จนทำให้ชาวโลกต่างตื่นตาตื่นใจ เพราะทั้งเนื้อหาเรื่องราวที่ถูกจารึกด้วยภาษาและตัวอักษรโบราณนั้นล้วนมี ความสำคัญเป็นอย่างมาก

    นักวิชาการที่ร่วมกันทำงานเหล่านั้นประกอบด้วยนักวิชาการ คณาจารย์ระดับโลกของเยอรมันมีศาสตราจารย์ลอร์ เเซนเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะอินเดียที่เบอร์ลินท่าน ศาสตราจารย์ เจนส์ อุเว ฮาร์ทเเมนน์ จากมหาวิทยาลัยลุดวิก แม็กซิมิเลียน มิวนิค และที่มาจากประเทศญี่ปุ่น คือ ท่านศาสตราจารย์คาซุโนบุ มัตสึดะ มหาลัยบุคเกียว เกียวโต และต่อมามีศาสตราจารย์พอล แฮร์ริสัน (ชาวนิวซีเเลนด์) จากมหาวิทยาลัยสเเตนฟอร์ด อเมริกา อีกด้วย

     ท่านเหล่านี้ได้รว่ มงานกนั มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบันนีมี้นักวิชาการระดับโลกและนักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามาร่วมงานอีกมากมาย และที่สำคัญคือ ปัจจุบันมีนักวิจัยของสถาบันดีรีร่วมอยู่ด้วย
 
เรียงลำดับจากซ้ายมาขวา
ศ. คาซุโนบุ มัตสึดะ, ศ. ลอร์ เเซนเดอร์,
ศ. เจนส์ อุเว ฮาร์ทเเมนน์, ศ. พอล แฮร์ริสัน และ
ศ. เจนส์ บราวิก ท่านเหล่านี้ได้ร่วมงานกันมา
ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐

     นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ที่ผ่านมา สถาบันดีรีมีความร่วมมือทางวิชาการอย่างต่อเนื่องกับมหาวิทยาลัยออสโล แล้วทางสถาบันดีรีก็ได้ร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมืองซีแอตเติล สหรัฐอเมริกา ที่มีโครงการวิจัย ชำระ และแปลเอกสารโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เช่นกัน จึงทำให้เรานักวิจัยของสถาบันดีรีได้เรียนรู้สืบค้นจากแหล่งข้อมูลชั้นปฐม ภูมิ (Primary Source) ที่แท้จริง นั่นหมายถึงโอกาสอันดีงามที่นักวิจัยของสถาบันดีรีได้ย้อนยุคไปศึกษาวิจัย และได้เรียนรู้ภาคสนามกับนักวิชาการ คณาจารย์ระดับโลก ที่อยู่ตามที่ต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก

    จากการที่นักวิจัยของสถาบันฯ ได้บ่มเพาะฝึกฝนตนเองทั้งด้านวิชาการ ทั้งเรียนรู้ภาษาโบราณและการทำวิจัยด้วยระบบมาตรฐานสากลของโลก โดยเริ่มต้นเสมือนเป็นผู้ช่วยวิจัยของคณาจารย์นักวิชาการระดับโลกเหล่านั้น จึงทำให้พวกเราพัฒนางานวิจัยก้าวหน้าไปได้มาก จนในปัจจุบันพวกเราก็ได้รับความเมตตาให้ร่วมทำงานเคียงข้างท่านอย่างเต็มตัว จนนักวิจัยของเราได้ผลิตผลงานทางวิชาการร่วมกับนักวิชาการที่มีชื่อเสียง เหล่านั้น ที่จะพิมพ์เผยเเผ่สู่สาธารณะทั่วไป ทำให้นักวิชาการระดับโลกต่างเริ่มรับรู้ผลงานจากสถาบันวิจัยดีรีเพิ่มมาก ขึ้น

     นอกจากนี้ท่านศาสตราจารย์เจนส์ บราวิก ได้พาคณะนักวิจัยของสถาบันดีรีไปที่ Workshop โดยนัดหมายไปพบ Conservator ชื่อคุณดาเนียล เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการถนอมรักษาของเก่าด้านเอกสาร โดยเฉพาะภาพเขียนโบราณเก่าที่ประณีต เป็นต้น เเละเนื่องจากพระคัมภีร์เหล่านั้นเป็นวัสดุเปลือกไม้เบิร์ช (Birch Bark) และใบลาน ที่มีการจารึกด้วยหมึกชั้นเยี่ยม อายุประมาณคริสต์ศตวรรษที่ ๖ (อายุราว ๑,๓๐๐ ปี) เเต่ถูกความชื้น (ไม่รู้สาเหตุ) จนทุกแผ่นติดกันแน่นคุณดาเนียลต้องค่อย ๆ แกะแล้วทำให้เเห้ง แล้วจึงส่งต่อไปถ่ายสำเนาดิจิทัล จากนั้นจึงเป็นช่วงที่นักวิจัยของดีรีกับ ดร.เจนส์ จะได้มีโอกาสเรียนอ่าน ชำระปริวรรตเป็นตัวอักษรโรมัน (Romanize)จากนั้นจึงจะไปเทียบกับคัมภีร์ในภาษาอื่น ซึ่งผู้ชำระจะต้องมีพื้นความรู้ภาษานั้น ๆ เช่น ทิเบตจีน เป็นต้น และแปลเป็นภาษาอังกฤษ
 
คุณดาเนียล (Conservator) แผนกอนุรักษ์คัมภีร์โบราณ กำลังอธิบายวิธีการเก็บรักษาและซ่อมแซมเพื่อการทำงานขั้นตอนต่อไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งข้อมูลชุดใหญ่ ต้นฉบับเก่าแก่ อายุมากกว่า ๑,๓๐๐ ปีคุณดาเนียล (Conservator) แผนกอนุรักษ์คัมภีร์โบราณ กำลังอธิบายวิธีการเก็บรักษาและซ่อมแซมเพื่อการทำงานขั้นตอนต่อไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งข้อมูลชุดใหญ่ ต้นฉบับเก่าแก่ อายุมากกว่า ๑,๓๐๐ ปี
คุณดาเนียล (Conservator) แผนกอนุรักษ์คัมภีร์โบราณ กำลังอธิบายวิธีการเก็บรักษาและซ่อมแซม
เพื่อการทำงานขั้นตอนต่อไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งข้อมูลชุดใหญ่ ต้นฉบับเก่าแก่ อายุมากกว่า ๑,๓๐๐ ปี

    การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจในครั้งนี้ มีพันธกิจเพื่อร่วมประชุมปรึกษางานกัน เเละจะได้มีโอกาสพัฒนาความร่วมมือต่อกัน อันสืบเนื่องจากการทำ MOU ระหว่างสองสถาบันคือ University of Oslo (UiO) และ Dhammachai lnternational Research lnstitute (DIRI)

     อีกทั้งผู้เขียนและทีมงานก็ได้มีโอกาสพบปะและเข้าไปทำความรู้จักกับทีมงาน นักวิชาการที่เป็นผู้บุกเบิกงานวิจัยเกี่ยวกับพระคัมภีร์พุทธโบราณ ฉบับภาษาคานธารี ได้แก่ ศ. ริชาร์ด ซาโลมอน, ศ. คอลเล็ต ค็อกซ์, ดร. แอนดรูว์ กลาส และท่านภิกษุณีเทียนชาง ในการประชุมวิชาการด้านพุทธศาสตร์ศึกษานานาชาติ ครั้งที่ ๑๔ พ.ศ. ๒๕๔๘ ณ ภาควิชาตะวันออกและอัฟริกันศึกษามหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ จึงเป็นผลงานของนักวิจัยสถาบันดีรีที่สามารถค้นพบหลักฐานร่องรอยธรรมกาย ซึ่งมีอยู่หลายแหล่งด้วยกัน และเป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยผู้เขียนจะทยอยนำมาเผยแพร่ให้ได้ทราบกันในฉบับต่อไป

หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ (ตอนที่ ๓)

หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ (ตอนที่ ๓)

เรื่อง : พระครูวิเทศสุธรรมญาณ วิ. (สุธรรม สุธมฺโม) และคณะนักวิจัย DIRI
จากวารสารอยู่ในบุญฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๘
 

     สืบเนื่องจากที่ผู้เขียนและคณะนักวิจัยได้ไปปฏิบัติศาสนกิจล่าสุดที่เมือง ลั่วหยาง ณ วัดม้าขาว วัดแห่งแรกในแผ่นดินจีน แล้วเดินทางต่อไปที่เมืองซีอาน (ฉางอาน) มณฑลส่านซี แม้เป็นช่วงค่ำมืด ก็ได้รับน้ำใจจากกัลยาณมิตรที่ เคยพบกันเมื่อครั้งที่ประเทศจีนรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมขององค์การพุทธ ศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ครั้งที่ ๒๗ (๑๔-๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๗) ที่วัดฝ่าเหมินซื่อ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตมณฑลเดียวกัน

    ท่านศาสตราจารย์เยว้ อวี้ จิตรกรผู้มีชื่อเสียงด้านพุทธศิลป์ และเจ้าอาวาสวัดต้าสิ้งส้านซื่อซึ่งเป็นประธานพุทธสมาคมมณฑลส่านซี เมตตามาให้การต้อนรับคณะของเราอย่างอบอุ่น จากนั้นในวันรุ่งขึ้น ท่านก็นำคณะของเราไปศึกษาดูงานพระพุทธศาสนาที่ วัดต้าฉือเอินซื่อ ซึ่งเป็นวัดประวัติศาสตร์สำคัญ มีอายุ ๑,๗๐๐ ปี มีร่องรอยและหลักฐานว่าเป็นวัดที่พระธรรมาจารย์เสวียนจั้ง (พระถังซำจั๋ง) ได้ทำการแปลและชำระพระไตรปิฎกจากภาษาอินเดียมาเป็นภาษาจีนนับเป็นคุณูปการ อันใหญ่หลวงแก่พระพุทธศาสนาในประเทศจีน หลังจากที่ท่านเดินทางไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยนาลันทาอยู่นานถึง ๑๗ ปี จนมีความเชี่ยวชาญแตกฉาน และเห็นสมควรว่าได้รวบรวมพระคัมภีร์ครบถ้วนแล้ว จึงอัญเชิญกลับมาเมืองจีน รวมระยะของการเดินทางไปกลับ ๕๐,๐๐๐ ลี้ สิ้นเวลาในการเดินทาง ๒ ปี ครั้งนั้นจักรพรรดิถังไท่จงผู้มีพระราชศรัทธาเลื่อมใส พระพุทธศาสนาเสด็จนำมหาชนมาคอยต้อนรับการกลับมาของท่าน ทั้งทรงเมตตาให้การแปลและชำระพระไตรปิฎกอยู่ในพระราชูปถัมภ์ ซึ่งสืบต่อเนื่องมาจนถึงรัชสมัยจักรพรรดิถังเกาจง
 

     การทุ่มเทด้วยศรัทธาอย่างมุ่งมั่นพร้อมด้วยลูกศิษย์ของพระธรรมจารย์เสวียน จั้ง ทำให้ผลงานการแปลและชำระพระไตรปิฎก ซึ่งมีพระสูตรที่สำคัญ ๆ ยังคงดำรงอยู่ถึงปัจจุบันและใช้ศึกษามาถึงทุกวันนี้ทั้งมหายานในเกาหลี
เวียดนาม และญี่ปุ่น เช่น พระคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร ซึ่งเป็นที่นิยมยอมรับกว้างขวางมากกว่าสำนวนแปลของพระธรรมาจารย์ท่านอื่น แม้จะเป็นคัมภีร์พระสูตรเดียวกันพระธรรมาจารย์เสวียนจั้งอยู่ที่วัดนี้นาน ถึง ๑๑ ปี จวบจนมรณภาพในปี พ.ศ. ๑๒๐๗
 
ภาพเขียนขนาดใหญ่วาดโดยศาสตราจารย์เยว้ อวี้ แสดง เหตุการณ์ที่พระภิกษุเสวียนจั้งในวัยหนุ่ม กำลังตั้งใจศึกษา อ่านพระคัมภีร์ต้นฉบับภาษาอินเดีย ณ มหาวิทยาลัย นาลันทา โดยมีพระธรรมาจารย์อินเดียผู้เป็นครู<a href=http://www.dmc.tv/search/อาจารย์  title='อาจารย์' target=_blank><font color=#333333>อาจารย์</font></a> คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
ภาพเขียนขนาดใหญ่วาดโดยศาสตราจารย์เยว้ อวี้ แสดง
เหตุการณ์ที่พระภิกษุเสวียนจั้งในวัยหนุ่ม กำลังตั้งใจศึกษา
อ่านพระคัมภีร์ต้นฉบับภาษาอินเดีย ณ มหาวิทยาลัย
นาลันทา โดยมีพระธรรมาจารย์อินเดียผู้เป็นครูอาจารย์
คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
 
เจดีย์ห่านป่าใหญ่ อายุกว่า ๑,๗๐๐ ปี ซึ่งเดิมเก็บรักษา คัมภีร์พระไตรปิฎกที่แปลจากภาษาอินเดียมาสู่ภาษาจีน จำนวน ๔,๐๐๐ ผูก ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ ผูก ด้านหน้าวัดเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์ของพระธรรมาจารย์เสวียนจั้ง
เจดีย์ห่านป่าใหญ่ อายุกว่า ๑,๗๐๐ ปี ซึ่งเดิมเก็บรักษา
คัมภีร์พระไตรปิฎกที่แปลจากภาษาอินเดียมาสู่ภาษาจีน
จำนวน ๔,๐๐๐ ผูก ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ ผูก
ด้านหน้าวัดเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์ของพระธรรมาจารย์เสวียนจั้ง
 
ภายในหอแสดงนิทรรศการประวัติของพระธรรมาจารย์ เสวียนจั้ง และคัมภีร์พระไตรปิฎกที่ท่านได้ชำระและแปล ถอดความไว้เป็นภาษาจีน
ภายในหอแสดงนิทรรศการประวัติของพระธรรมาจารย์
เสวียนจั้ง และคัมภีร์พระไตรปิฎกที่ท่านได้ชำระและแปล
ถอดความไว้เป็นภาษาจีน

     วัดนี้จึงเป็นพุทธสถานโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ ชื่อ “ต้าเอี้ยนถะ” (เจดีย์ห่านป่าใหญ่) ความสูงราว ๗๐ เมตร ซึ่งเดิมเป็นสถานที่เก็บรักษาพระไตรปิฎกทั้งต้นฉบับเดิมจากอินเดียที่ยังไม่ มีการแปลและในส่วนที่แปลและชำระเป็นภาษาจีนแล้ว ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผู้เขียนและคณะนักวิจัย DIRI มีความปลื้มปีติอย่างยิ่งที่ทราบว่า เราได้มาพบแหล่งข้อมูลหลักฐานคำสอนดั้งเดิมที่เป็นข้อมูลชั้นปฐมภูมิ แต่คณะของเราจะต้องตั้งใจมั่น มีความเพียรและขันติธรรมอย่างยิ่งเพื่อใช้เวลาทุ่มเทศึกษาดั่งพระมหาเถระ เสวียนจั้งและคณะศิษย์ของท่านในกาลก่อน อย่างไรก็ตามผู้เขียนและคณะนักวิจัยขอสงวนเรื่องราวการทำศาสนกิจตรงนี้ไว้ ก่อน และจะขอบรรยายเนื้อหาต่อเนื่องจากฉบับที่แล้ว คือ เส้นทางเผยแผ่พระพุทธศาสนา

เส้นทางเผยแผ่พระพุทธศาสนา (ต่อ)


     พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมริยะปกครองแคว้นมคธในช่วง พ.ศ. ๒๗๐ ถึง พ.ศ. ๓๑๑ ก่อนที่พระองค์จะทรงเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา ทรงมีความดุร้ายเป็นอย่างยิ่งจนได้รับฉายาว่า “จัณฑาโศก” แปลว่า อโศกผู้ดุร้าย เมื่อเสด็จไปรบที่แคว้นกาลิงคะ (ปัจจุบันคือรัฐโอริสสา ประเทศอินเดีย) มีผู้บาดเจ็บล้มตายจากภัยสงครามเป็นจำนวนมาก ทรงสลดสังเวชในบาปกรรม เมื่อทรงพบกับนิโครธสามเณรผู้มีจริยวัตรสงบเรียบร้อย จึงทรงนิมนต์ให้แสดงธรรมจากนั้นพระองค์ทรงมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา อย่างแรงกล้า ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา เช่น ทรงสร้างศาสนสถาน ถาวรวัตถุ และหลักศิลาจารึกมากมาย ทรงเลิกการแผ่อำนาจ หันมาใช้หลักพุทธธรรมหรือธรรมราชาในการปกครอง

     พระเจ้าอโศกมหาราชเสด็จไปยังสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง และทรงสถาปนาให้เป็นสถานที่ที่ควรแก่การสักการบูชาของพุทธศาสนิกชนสืบมา พระองค์ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกอย่างแท้จริงจนมีพระสมญานามว่า “ธรรมาโศก” แปลว่า อโศกผู้ทรงธรรม

     สำหรับการทำสังคายนาในอดีตนั้น เป็นการนำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่พระสงฆ์สาวกทรงจำไว้ได้มาแสดงในที่ ประชุมสงฆ์ จากนั้นซักถามกันจนกระทั่งที่ประชุมลงมติว่าถูกต้องแน่นอนแล้ว จึงสวดขึ้นพร้อมกันเพื่อแสดงถึงความเป็นเอกฉันท์ พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้รับการถ่ายทอดด้วยการทรงจำหรือที่ เรียกกันว่า “มุขปาฐะ” เป็นแบบแผนเดียวกันสืบต่อมาโดยมิได้จดจารเป็นตัวหนังสือ
 
มหาสถูปสาญจี ๑ รัฐมัธยมประเทศ ประเทศอินเดียพุทธศตวรรษที่ ๓-๑๒ เชื่อกันว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายใน
มหาสถูปสาญจี ๑ รัฐมัธยมประเทศ ประเทศอินเดียพุทธศตวรรษที่ ๓-๑๒ เชื่อกันว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายใน
ที่มา http://www.buddhiststudies.org.au/Downloads/Bulletins/Sanci.jpg

     หลักฐานทางพระพุทธศาสนาในช่วง ๓๐๐ ปี หลังพุทธปรินิพพานที่เหลืออยู่มาถึงปัจจุบัน ได้แก่ สถูปทางพระพุทธศาสนาอันได้แก่มหาสถูปสาญจี (Sanchi) พุทธศตวรรษที่ ๓-๑๒ ตั้งอยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางตะวันตกของอินเดีย และเสาศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ทรงสถาปนาขึ้นในสถานที่สำคัญต่าง ๆ ภายในพระราชอาณาจักรของพระองค์
 
มหาสถูปสาญจี ๓ รัฐมัธยมประเทศ ประเทศอินเดีย พุทธศตวรรษที่ ๓-๑๒ เชื่อกันว่าบรรจุพระธาตุพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ
มหาสถูปสาญจี ๓ รัฐมัธยมประเทศ ประเทศอินเดีย พุทธศตวรรษที่ ๓-๑๒ เชื่อกันว่าบรรจุพระธาตุพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ
ที่มา https://sladamibuddyzmu.files.wordpress.com/2010/11/sanci-222-res.jpg

      จารึกบนเสาศิลาของพระเจ้าอโศกมหาราช (อโสกสดมภ์) ถือเป็นเอกสารทางพระพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุด ส่วนมากจารึกเป็นภาษาปรากฤตด้วยอักษรพราหมีรุ่นแรก เนื้อหาที่นักวิชาการพบเป็นคำจารึกแสดงความสำคัญของสถานที่ตั้งเสาศิลานั้น หรือประกาศพระบรมราชโองการของพระองค์ว่าด้วยกฎระเบียบในการธำรงพระพุทธศาสนา มิให้มีผู้แปลกปลอมเข้ามาอาศัยบวชและทำลายคณะสงฆ์และการออกระเบียบให้มหา อำมาตย์ทุก ๆ คน ร่วมรักษาอุโบสถเป็นประจำ
 
เสาศิลาพระเจ้าอโศกมหาราช โกลฮูอา (Kolhua Buddha Stupa) สถานที่ปลงอายุสังขาร
เสาศิลาพระเจ้าอโศกมหาราช โกลฮูอา (Kolhua Buddha Stupa) สถานที่ปลงอายุสังขาร
ที่มา https://c1.staticflickr.com/9/8199/8163779028_91d44310bd.jpg
 
จารึกบนเสาศิลาพระเจ้าอโศกมหาราช เมืองเลาลิยะนันทันครห์ (Lauria Nandangarh) จังหวัดจัมปารัน รัฐพิหารประเทศอินเดีย ใกล้เขตแดนประเทศเนปาล
จารึกบนเสาศิลาพระเจ้าอโศกมหาราช เมืองเลาลิยะนันทันครห์ (Lauria Nandangarh) จังหวัดจัมปารัน รัฐพิหาร
ประเทศอินเดีย ใกล้เขตแดนประเทศเนปาล
ที่มา http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/613/13613/images/asokpillar7.jpg
 
อักษรพราหมีบนเสาศิลาพระเจ้าอโศกมหาราชสวนลุมพินี ประเทศเนปาล
อักษรพราหมีบนเสาศิลาพระเจ้าอโศกมหาราชสวนลุมพินี ประเทศเนปาล
ที่มา http://www.christopherculver.com/languages/inscriptions-in-nepal.html/attachment/ashoka-pillar-2

     หลังการสังคายนาครั้งนี้ พระเจ้าอโศกมหาราชผู้ทรงเดชานุภาพดุจธรรมราชาของชมพูทวีปได้ทรงอุปถัมภ์และ สนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง ทรงส่งสมณทูตออกไปประกาศพระศาสนาทั้งภายในและนอกพระราชอาณาเขตได้ถึง ๙ สาย คือ
 
 
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พุทธศตวรรษที่ ๓-๔ ภาพโดยชัชวาลย์ เสรีพุกกะณะ
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พุทธศตวรรษที่ ๓-๔ ภาพโดยชัชวาลย์ เสรีพุกกะณะ

     สายที่ ๑ มีพระมัชฌันติกเถระเป็นหัวหน้าคณะเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแคว้นกัษมิระ1 และแคว้นคันธาระ 2
     สายที่ ๒ มีพระมหาเทวเถระเป็นหัวหน้าคณะเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแคว้นมหิสสกมณฑล 3
     สายที่ ๓ มีพระรักขิตเถระเป็นหัวหน้าคณะเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่วนวาสีประเทศ 4
     สายที่ ๔ มีพระธรรมรักขิตเถระหรือพระโยนกธรรมรักขิตเถระเป็นหัวหน้าคณะเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอปรันตกชนบท 5
     สายที่ ๕ มีพระมหาธรรมรักขิตเถระเป็นหัวหน้าคณะเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแคว้นมหาราษฎร์ 6
     สายที่ ๖ มีพระมหารักขิตเถระเป็นหัวหน้าคณะเผยแผ่พระพุทธศาสนาในโยนกประเทศ 7
     สายที่ ๗ มีพระมัชฌิมเถระพร้อมด้วยพระกัสสปโคตรเถระ พระมูลกเทวเถระ พระทุนทภิสสระเถระและพระเทวเถระไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนแถบหิมวันต์ 8
     สายที่ ๘ พระโสณเถระและพระอุตตรเถระเป็นหัวหน้าคณะเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดน
สุวรรณภูมิ
     สายที่ ๙ พระมหินทเถระพร้อมด้วยคณะ พระอริฏฐเถระ พระอุทริยเถระ พระสัมพลเถระและพระหัททสารเถระไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในลังกาทวีป

     ผู้เขียนและคณะนักวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงที่ได้จากการเข้าร่วมประชุมทางวิชาการตามวาระต่าง ๆ และจากการสดับฟังจากท่านผู้รู้อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นต้นมา และอาศัยร่องรอยของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาดังกล่าวทั้ง ๙ สายนี้ไปศึกษาเพื่อกำหนดพันธกิจวางแผนงานสืบค้นคำสอนดั้งเดิมของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ดังจะได้นำเสนอต่อไปในฉบับหน้า เพื่อเป็นธรรมทานแก่สาธารณชน
 
---------------------------------------------------------
 
1ปัจจุบันคือ รัฐแคชเมียร์ ประเทศอินเดีย
2ปัจจุบันคือ รัฐปัญจาปทั้งในประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน
3ปัจจุบันคือ รัฐไมเซอร์และดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำโคธาวารี ตอนใต้ของประเทศอินเดีย
4ปัจจุบันคือ ดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย
5ปัจจุบันเชื่อว่าคือ ดินแดนแถบชายทะเลแถบเมืองบอมเบย์
6ปัจจุบันคือ รัฐมหาราษฎร์ของประเทศอินเดีย
7ปัจจุบันคือ ดินแดนบางส่วนของประเทศอิหร่าน
8ปัจจุบันเชื่อว่าคือ ประเทศเนปาล
 
http://www.dmc.tv/pages/ความรู้รอบตัว/หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ-ตอนที่-๓.html

หลักฐานธรรมกาย ในคัมภีร์พุทธโบราณ (ตอนที่ ๒)

บทความพิเศษ    
เรื่อง : พระครูวิเทศสุธรรมญาณ วิ. (สุธรรม สุธมฺโม)         และคณะนักวิจัย DIRI




เส้นทางเผยแผ่พระพุทธศาสนา

    ตลอดเดือนพฤษภาคมได้มีโอกาสไปปฏิบัติศาสนกิจต่าง ๆ ทั้งเดือน นับตั้งแต่วันที่ ๑ จัดการเสวนาเรื่องร่องรอยธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณครั้งที่ ๒ และไปปฏิบัติศาสนกิจต่อที่ภาคพื้นยุโรปอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะการทำสัญญาความร่วมมือส่งเสริมการศึกษา            ที่ศูนย์พุทธศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดกับคณะท่านศาสตราจารย์ริชา ร์ด กอมบริชแล้วกลับมาร่วมประชุมวิสาขะโลกตามมติของยูเอ็นที่กรุงเทพฯ จากนั้นก็เดินทางกลับไป     จัดงานยูเอ็นวิสาขะนานาชาติที่มหานครซิดนีย์ แม้ต้นเดือนมิถุนายนก็มีโอกาสไปปฏิบัติ   ศาสนกิจสืบค้นคำสอนดั้งเดิมที่วัดม้าขาว เมืองลั่วหยาง (เมืองหลวงเก่า) มณฑลเหอหนาน อันเป็นวัดแห่งแรกในแผ่นดินจีนซึ่งจักรพรรดิฮั่นหมิงตี้ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ ให้สร้างเป็นพุทธศาสนสถาน


พระธรรมาจารย์อิ้นเล่อ เจ้าอาวาสวัดม้าขาว มอบสำเนาพระคัมภีร์ ๔๒ บรรพ
ซึ่งเป็นคัมภีร์แปลเป็นภาษาจีนที่เก่าแก่ที่สุด

    จึงทำให้ผู้เขียนและคณะต่างซาบซึ้งในโอวาทของ             พระเดชพระคุณหลวงพ่อที่กล่าวว่า “นักสร้างบารมีต้องไม่       ว่างเว้นจากการสร้างความดี” เหมือนดั่งพุทธพจน์ที่ว่า “ผู้มีชีวิตอยู่แม้เพียงวันเดียว แต่เป็นผู้มีศรัทธา มีความเพียรสั่งสมความดีตลอดทั้งวันก็ถือว่าเป็นชีวิตที่ประเสริฐ”

ศิลาจารึก พระคัมภีร์ ๔๒ บรรพ อายุ ๔๐๐ ปี

พระเจดีย์เสียเมฆ วัดม้าขาว
ที่เชื่อว่าฐานพระเจดีย์มีพระบรมสารีริกธาตุ
อันสืบทอดมาแต่ยุคพระเจ้าอโศก
(ขอบคุณภาพจากวิกิพีเดีย)

 ดังนั้น การที่คณะนักวิจัยจะใช้ชีวิตที่ประเสริฐในแต่ละวัน เพื่อตามสืบค้นคำสอนดั้งเดิม ซึ่งผ่านเวลามาร่วม ๒,๖๐๐ ปี นับจากที่พระองค์ทรงตรัสรู้ธรรม อันเป็น “อกาลิโก” คือ ไม่จำกัดด้วยกาลเวลา และการให้ได้มาซึ่งหลักฐานนั้น มีความจำเป็นต้องเริ่มสำรวจแล้วเรียนรู้เส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน   

    ฉบับนี้จึงขอนำเสนอเนื้อหาสาระการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลใน ชมพูทวีป ซึ่งการเผยแผ่ถูกจำกัดด้วยภูมิประเทศและความสามารถในการเดินทาง เรื่อยมาถึงยุคประวัติศาสตร์ที่มากด้วยเรื่องราวความเป็นไปในแต่ละท้องถิ่น ของดินแดนต่าง ๆ นอกชมพูทวีปที่รับพระพุทธศาสนาไว้ ซึ่งจะนำเสนอด้วยสาระพอสังเขป เพียงเพื่อชี้ให้เห็นเส้นทางการเผยแผ่พระศาสนาซึ่งส่วนใหญ่เป็นเส้นทางเดียว กับเส้นทางการค้าแต่โบราณ และเมืองต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนานี้ จะเป็นแหล่งข้อมูลให้คณะนักวิจัยได้สืบเสาะหลักฐานปฐมภูมิมาใช้ในงานวิจัย สืบค้นหลักฐานธรรมกาย ดังจะได้บรรยายอย่างละเอียดในลำดับต่อไป
 
 
แสดงที่ตั้งแหล่งข้อมูลหลักฐานปฐมภูมิ

๑. กลุ่มเมืองแบกเทรียทางตอนกลางของอัฟกานิสถาน
๒. กลุ่มเมืองคันธาระทางตอนเหนือของปากีสถาน
๓. กลุ่มเมืองในแอ่งทาริม
๔. เมืองตุนหวางทางตะวันตกของจีน
๕. เนปาลและทิเบต
๖. อินเดียใต้
๗. ศรีลังกา
๘. เมียนมาร์
๙. จีนตอนกลาง
๑๐. ลาว
๑๑. ไทย
๑๒. กัมพูชา
๑๓. อินโดนีเซีย
๑๔. ญี่ปุ่น

    หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีชี้ให้เห็นว่า พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพุทธดำเนินโปรดเวไนยสัตว์   ไปยังแว่นแคว้นต่าง ๆ ในชมพูทวีป ซึ่งในสมัยพุทธกาลแบ่งเป็น ๑๖ มหาชนบท1 พระพุทธศาสนาประดิษฐานเป็นปึกแผ่นได้ในแคว้น  ทางเหนือและตะวันออกของชมพูทวีป ได้แก่ แคว้นโกศล มคธะ มัลละ ลิจฉวี (วัชชี) อังคะ กาสี เจตี และอวันตี

มหาชนบท ๑๖ แคว้นครั้งพุทธกาล ภาพโดย : ชัชวาลย์ เสรีพุกกะณะ

    หลังพุทธปรินิพพานไม่นาน มีการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรกที่ถ้ำสัตบรรณคูหา       เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ มีพระมหากัสสปเถระเป็นประธานในการทำสังคายนา และมีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นองค์อุปถัมภ์ ใช้เวลาในการสังคายนารวบรวมพระธรรมวินัยอยู่ ๗ เดือนจึงแล้วเสร็จ

ปากถ้ำสัตบรรณคูหา สถานที่กระทำสังคายนาครั้งแรก
ที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=39377

1สิบหกมหาชนบท : กัมโพชะ คันธาระ กุรุ สุรเสนะ มัตสยะ อวันตี ปัญจาละ โกศล มัลละ ลิจฉวี วัสตะ
เจติยะ กาสี มคธะ อังคะ และ อัสสกะ ที.ส.๙/๓๕๙; องฺ.สตฺตก. ๒๓/๑๓๒; ขุทฺทก.อ.๑/๒๑๙-๒๒๒

    อีกร้อยปีให้หลังก็เกิดการสังคายนาครั้งที่ ๒ โดยมีพระยสกากัณฑบุตรเป็นผู้ดำริเริ่มการสังคายนา มีพระเรวตเถระซึ่งเป็นศิษย์พระอานนท์และทันเห็นพระศาสดาเป็นประธาน และมีพระเจ้ากาลาโศกราชแห่งเมืองปาฏลีบุตรเป็นองค์อุปถัมภ์ การสังคายนากระทำที่วาลุการาม เมืองเวสาลี ใช้เวลา ๘ เดือน จึงแล้วเสร็จ

เมืองโบราณเวสาลี
สถานที่กระทำสังคายนาครั้งที่ ๒
ที่มา http://www.dhammajak.net/
forums/viewtopic.php?t=39377

    ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๑๘ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระพร้อมกับวิสุทธิสงฆ์อรหันต์ ๑,๐๐๐ รูป    ร่วมประชุมทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ในพระบรมราชูปถัมภ์ของ    พระเจ้าอโศกมหาราช ใช้เวลา ๘ เดือน  

    นับว่าในยุคนี้ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งด้วยพระบรมราชูปถัมภ์จากพระเจ้า อโศก-มหาราช ทั้งการสร้างพุทธศาสนสถาน เช่น พระเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ องค์ เสาจารึกอโศก ซึ่งนับว่าเป็นพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ถึงทุกวันนี้ อีกทั้งมีการส่งสมณทูตออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาถึง   ๙ สาย ซึ่งถือว่าพระพุทธศาสนาเผยแผ่ขยายกว้างไกลออกไปนอกชมพูทวีปได้ในยุคนั้น ทั้งนี้    ขอได้โปรดติดตามรายละเอียดในฉบับต่อไป 

http://www.kalyanamitra.org/th/uniboon_detail.php?page=3029